ความเชื่อเรื่องการกินยา เรื่องไหนจริงหรือมั่ว มาดูกัน!

ความเชื่อเรื่องการกินยา เรื่องไหนจริงหรือมั่ว มาดูกัน! มีหลายความเชื่อที่ผิด และกลายเป็นข้อสงสัยของผู้คนจำนวนมากในเรื่องของข้อเท็จจริง อีกด้านหนึ่งยังพบว่าความเชื่อที่ผิดเหล่านี้นั้น จะนำไปสู่การใช้ที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ผลการรักษาด้อยประสิทธิภาพลง โดยข้อมูลที่ทางเรา ได้นำมาเสนอในครั้งนี้ จะเป็นการไขทุกความเชื่อเรื่องยารักษาโรค ความเชื่อไหนผิดหรือความเชื่อไหนถูกต้อง ทุกคนจะได้รับรู้พร้อมกันจากผู้เชี่ยวชาญไปพร้อมๆ กันค่ะ

เก็บยาในตู้เย็น ดีหรือไม่?

ขึ้นกับชนิดของยา เนื่องจากประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศร้อนชื้น ทำให้การเก็บยาในตู้เย็นบางชนิด ส่งผลให้ยาเสื่อมสภาพได้ง่าย จึงไม่แนะนำ อีกทั้งยังส่งผลต่อความคงตัวของยา ทำให้อายุการเก็บรักษายาสั้นลง ยกเว้นยาบางชนิดที่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากฉลากยาที่มักมีข้อความการเก็บรักษายากำกับไว้

กินยาแล้วอาการดีขึ้น สามารถหยุดกินได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค/อาการ/ชนิดของยา หากเป็นยารักษาโรคประจำตัว จำเป็นต้องกินต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเอง แต่ถ้าหากเป็นยารักษาตามอาการ สามารถหยุดกินได้เมื่ออาการดีขึ้น ส่วนยาปฏิชีวนะ จำเป็นต้องกินให้ครบคอร์ส หากกินไม่ครบจะเกิดการดื้อยา

ความเชื่อเรื่องการกินยา เรื่องไหนจริงหรือมั่ว มาดูกัน!

ยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่า สามารถรักษาดีกว่า จริงหรือไม่?

ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ยาที่ออกฤทธิ์แรงมีไว้สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาที่ออกฤทธิ์อ่อน ส่วนหนึ่งมาจากการติดเชื้อรุนแรง ดื้อยา หรืออาการของโรคซับซ้อน แต่ถ้าหากมีการตอบสนองต่อยาปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่า เพื่อหวังผลการรักษาที่ดีกว่า นอกจากนี้ยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่าอาจยังมีผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น และเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

การหักเม็ดยาก่อนกิน ลดประสิทธิภาพยาหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดยา สำหรับยาเม็ดเรียบสามารถหักก่อนกินได้ โดยไม่ทำให้ยาเสื่อมประสิทธิภาพในการรักษา แต่ยาบางชนิดมีการออกแบบมาเพื่อให้ออกฤทธิ์เนิ่น หากมีการหักเม็ดยาก่อนกิน จะทำให้ออกฤทธิ์ทันที และหมดฤทธิ์ในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้การรักษาไม่มีประสิทธิผล

หลักการนี้ใช้กับยาชนิดแคปซูลได้ด้วย ในเรื่องของการแกะเม็ดแคปซูล และนำผงไปละลายน้ำเพื่อกิน บางชนิดสามารถทำได้ แต่บางชนิดออกแบบมาให้ออกฤทธิ์ทีละน้อย หากแกะแล้วนำผงไปละลายน้ำ จะทำให้ออกฤทธิ์ทันทีซึ่งมีผลต่อการรักษา ไม่เพียงเท่านั้นยังอาจทำให้คนไข้ได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรง

ความเชื่อเรื่องการกินยา เรื่องไหนจริงหรือมั่ว มาดูกัน!

การกินยาชนิดใดนาน ๆ จะทำให้ดื้อยา จริงหรือไม่?

การกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานานไม่ได้ทำให้ดื้อยา หากการกินยานั้นอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ปัญหาที่พบส่วนมากคือคนไข้ส่วนหนึ่ง หลังจากกินยาไปช่วงเวลาหนึ่งแต่ยังไม่ครบตามแพทย์สั่ง ก็หยุดกินยาเอง หลังจากนั้นหากมีการกลับมากินยาชนิดนั้นอีกครั้ง

อาจทำให้ผลการรักษาไม่ดีนัก โดยเฉพาะยาโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องกินต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาเอง ยกเว้นยารักษาตามอาการที่สามารถหยุดกินได้เมื่ออาการดีขึ้น เช่น ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปวด ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น

ยาแอสไพรินทำให้เลือดออกในสมอง จริงหรือไม่?

หากใช้ยาตามแพทย์สั่ง ไม่ทำให้เกิดปัญหา เพราะส่วนมากคนไข้ที่รับยามักมีการติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแพทย์จะปรับยาให้เหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละราย แต่ปัญหาของยาแอสไพรินคือมีผลข้างเคียงทำให้ระคายกระเพาะอาหาร ดังนั้นควรกินยาหลังอาหารทันที่ และดื่มน้ำตามปริมาณมาก เพื่อลดผลข้างเคียงดังกล่าว

หากลืมกินยาต้องทำอย่างไร?

ขึ้นอยู่กับชนิดยา หากไม่ใช่ยาที่อาหารมีผลต่อการดูดซึม สามารถกินทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่ถ้าหากอาหารมีผลต่อการดูดซึม เช่น ยาก่อนอาหาร ซึ่งควรกินตอนท้องว่างหรือกินก่อนอาหาร 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หากลืมกินยาก่อนอาหาร ควรกินหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง

ในส่วนของยาที่มีผลข้างเคียงระคายเคืองกระเพาะอาหาร ต้องกินหลังอาหารทันที หากลืมกินยาจะต้องกินอาหารก่อนค่อยกินยา ไม่ควรกินตอนท้องว่าง หากลืมกินยาหลังอาหาร สามารถกินได้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าหากเป็นยา 3 เวลา หากนึกได้ใกล้มื้อถัดไป ให้ข้ามกินมื้อต่อไปได้เลย

ความเชื่อเรื่องการกินยา เรื่องไหนจริงหรือมั่ว มาดูกัน!

การกินยาก่อนนอน สำหรับคนที่นอนไม่เป็นเวลา

ควรกินยาเวลาเดิมทุกวัน เช่น หากกินยาตอน 3 ทุ่มก็ควรกินเวลานั้นทุกวัน แม้จะไม่ได้นอนตอน 3 ทุ่มทุกวันก็ตาม ควรกำหนดเวลาเอาไว้แล้วกินเวลาเดิม เพื่อให้ระดับยาคงที่ ทำให้ยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการกินยาไม่ตรงเวลา

กินยาแล้วกลิ่นและสีของปัสสาวะผิดปกติ แสดงว่ายาออกฤทธิ์ดี จริงหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของยา เช่น ยาคลายเครียด เช่น Amitriptyline ทำให้ปัสสาวะสีน้ำเงิน ยาวัณโรค Rifampin/ยากันชัก Phenytoin ทำให้ปัสสาวะสีแดง หรือวิตามินบีรวม ทำให้ปัสสาวะกลิ่นเหมือนยา ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของตัวยา ไม่อันตรายแต่อย่างไร  

ยกเว้นยาบางชนิดการที่ปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติ อาจแสดงถึงความอันตราย เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หากกินแล้วปัสสาวะมีสีแดง มีจ้ำเลือดตามใต้ผิวหนัง แสดงว่าระดับยาสูงกว่าปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

กินยาหลายชนิดทำให้ตีกัน จริงหรือไม่?

มีความเป็นไปได้ที่ยาแต่ละชนิดจะตีกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชนิดยาด้วย ว่าถูกทำลายและขับออกจากร่างกายที่อวัยวะเดียวกัน เช่น ตับ หรือ ไต หรือไม่ ยาบางชนิดสามารถตีกับยาบางชนิด แต่ไม่เพียงเฉพาะการตีกัน ระหว่างยากับยาเท่านั้น แต่ยังพบว่าอาหาร/สมุนไพรบางชนิด ก็ไม่ควรกินพร้อมกับยาบางชนิดด้วย  ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลยาแต่ละชนิด รวมทั้งอาหาร/สมุนไพรหากใช้ร่วมก่อนกินเสมอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พบหมอรามา ที่ได้แชร์ข้อมูลดี ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งคุณคงจะเข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าเรื่องไหนจริง หรือไหนไม่จริง จากที่ได้อ่านบทความไปข้างต้นนี้แล้ว ฉะนั้นทุกคนควรทำความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง และบอกคนที่คุณรักด้วยนั่นเองค่ะ

ขอแนะนำ ดูแลตัวเองฉบับคนวัยทำงาน ทำยังไงถึงจะสุขภาพดี นวัยทำงานจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วย แม้หนุ่มสาวในวัย 20 ต้นๆ จะดูไฟแรงและสุขภาพดี แต่ด้วยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในแต่ละวันขณะทำงาน เมื่อย่างเข้าอายุ 30 ก็อาจทำให้โรคภัย รวมถึงอาการเจ็บป่วยต่างๆเกิดขึ้น มา ดูแลตัวเองฉบับคนวัยทำงาน ทำยังไงถึงจะสุขภาพดี กันดีกว่า ก่อนที่ร่างกายเราจะแย่ลง

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม ได้ที่ : เรียนรู้วิธีการเล่นเกมสล็อตแบบเบื้องต้น